Posted on

Raintree : Samanca Samam

Raintree : Samanca Saman (Jacq) Merr.

Common Name(s): Monkeypod, Monkey Pod, Raintree

Scientific Name: Samanea saman (syn. Albizia saman,?Pithecellobium saman)

Distribution: Central and South America (Also planted/naturalized in many tropical regions of the world)

Tree Size: 100-125 ft (30-38 m) tall, 3-4 ft (1-1.2 m) trunk diameter

Average Dried Weight: 38 lbs/ft3 (600 kg/m3)

Specific Gravity (Basic, 12% MC): .48, .60

Janka Hardness:?900 lbf (4,010 N)

Modulus of Rupture:?9,530 lbf/in2 (65.7 MPa)

Elastic Modulus: 1,149,000 lbf/in2 (7.92 GPa)

Crushing Strength: 5,790 lbf/in2 (39.9 MPa)

Shrinkage: Radial: 2.0%, Tangential: 3.4%, Volumetric: 6.0%, T/R Ratio: 1.7

Color/Appearance: Color tends to be a golden to dark brown, sometimes with darker streaks. Sapwood is usually thin and yellow/white, clearly demarcated from the heartwood. Monkeypod is sometimes seen with highly figured curly or wild grain patterns.

Grain/Texture: Grain is usually straight, but can also be interlocked or wavy. Texture is medium to coarse, with medium to large open pores and a moderate natural luster.

Endgrain: Diffuse-porous; large pores in no specific arrangement; solitary and radial multiples of 2-3; heartwood deposits occasionally present; growth rings indistinct or distinct due to marginal parenchyma; rays usually not visible without lens; parenchyma banded, paratracheal parenchyma vasicentric, aliform (lozenge), and confluent.

Rot Resistance: Rated as durable to very durable regarding decay resistance, Monkeypod is also resistant to most insect attacks.

Workability: Monkeypod is generally easy to work with both hand and machine tools, though any interlocked grain may result in fuzzy or torn grain during planing operations. Glues and finishes well.

Odor: No characteristic odor.

Allergies/Toxicity: Although severe reactions are quite uncommon, Monkeypod wood dust has been reported as an eye irritant. See the articles Wood Allergies and Toxicity and Wood Dust Safety for more information.

Pricing/Availability:?Available as lumber, as well as craft wood in smaller sizes. Prices are in the mid to high range for imported wood. Monkeypod usually trends a little bit cheaper in price than Koa, all other things being equal. Boards with figured grain patterns are much more expensive.

Sustainability: This wood species is not listed in the CITES Appendices or on the IUCN Red List of Threatened Species.

Common Uses: Veneer, plywood, millwork/trim, carving, cabinetry, furniture, musical instruments (guitars and ukulele), and other small specialty wood items.

Comments:?So named?for the spiral-shaped fruit pods which the tree bears. Outside of Hawaii, one of the most common names for the species is Raintree, which is due to the leaves? tendency?to fold up at night or during periods of rainfall, allowing rain to pass through its broad canopy to the vegetation below. Trees are commonly planted in tropical regions as an ornamental shrub or shade tree.

Monkeypod is called by many different names in many different cultures, and its lumber is likewise used for a number of different purposes depending on the locale, ranging from utility wood and construction purposes to fine furniture.

Posted on

การใช้ประโยชน์จากต้นจามจุรี หรือต้นฉำฉา ( Rain tree )

ประโยชน์จามจุรี

1. เนื้อไม้?: ใช้นำมาแปรรูปเป็นไม้ก่อสร้างบ้าน ไม้ปูพื้น ไม้ฝ้า ไม้ผนัง คาน ขอบหน้าต่าง หน้าต่าง บานประตู และที่สำคัญนิยมใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้หลายชนิด เนื่องจากมีลายไม้ที่สวยงามและเนื้อไม้แข็งแรง เช่น ทำโต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า เป็นต้น รวมถึงงานแกะสลักประเภทต่างๆ เนื่องจากมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ เมื่อขัดจะขึ้นเงามันงาม

เนื้อไม้จามจุรีวงนอกจะมีสีขาวเหลือง ด้านในที่เป็นแก่นมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำเป็นลายด่างสวยงาม เนื้อไม้มีค่าความแข็งประมาณ 135 กิโลกรัม มีค่าโมดูลัสแห่งการแตกร้าวประมาณ 616 กก./ตร.ซม. น้อยกว่าไม้กะบากที่มีค่า 650 กก./ตร.ซม. และเนื้อไม้จามจุรีมีค่าความเหนียวเพียง 1.82 กก.-เมตร น้อยกว่าไม้กะบากที่มีค่า 3.57 กก.-เมตร

2. ต้นจามจุรีมีทรงพุ่มกว้าง ใบดกให้ร่มเงาได้ดีมาก จึงนิยมปลูกเพื่อให้ร่มเงาตามหัวไร่ปลายนา ข้างถนนสำหรับคนเดินทาง สถานที่ราชการสำหรับประชาชน รวมถึงปลูกเป็นไม้ประดับด้วยการตัดแต่งไม่ให้มีลำต้นสูงและแตกกิ่งยาวมากนัก นอกจากนั้นยังใช้เป็นที่เกาะของเฟิร์นและกล้วยไม้ได้ด้วย

3. กิ่งอ่อนของต้นจามจุรีมีเยื่อเปลือกอ่อนที่เป็นอาหารของครั่ง จึงนิยมปลูกสำหรับปล่อยเลี้ยงครั่งซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีราคาสูง เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมาก ต้นจามจุรีที่นิยมใช้เลี้ยงครั่งจะเป็นชนิดดอกสีชมพู เปลือกสีดำ มีใบเขียวเข้ม ชนิดนี้ครั่งจะจับได้ดีและครั่งมีคุณภาพดี เมื่อเก็บครั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะให้คุณภาพในชั้น A และ B เป็นส่วนใหญ่ ผลิตครั้งได้ 5-10 กิโลกรัม/ต้น ที่อายุต้นประมาณ 6 ปี หากต้นมีตั้งแต่ 10 ปี อาจได้มากกว่า 20-50 กิโลกรัม/ต้น ส่วนชนิดอื่นก็สามารถใช้เลี้ยงได้เช่นกัน แต่อาจมีผลผลิตที่ต่ำกว่าเล็กน้อย

4. เนื่องจากต้นจามจุรีเป็นพืชในตะกูลถั่ว ใบมีสารอาหารหลายชนิดจึงนิยมนำมาเป็นอาหารสัตว์ เช่น วัว ควาย สุกร แพะ แกะ เป็นต้น นอกจากนั้นยังใช้ร่วมกับฝักแก่สำหรับเป็นอาหารสัตว์ เนื่องจากฝักมีรสหวานเป็นที่ชอบของสัตว์บางชนิด เช่น โค กระบือ

5. ฝักแก่ สามารถนำมาหมักเป็นเหล้าหรือผลิตแอลกอฮอร์ได้ โดยฝักแก่ที่มีขนาดใหญ่ 100 กิโลกรัม สามารถผลิตแอลกอฮอล์ได้มากกว่า 11 ลิตร

6. ฝักแก่ นำเอาเมล็ดและเปลือกออก เหลือเฉพาะเนื้อฝักใช้รับประทานเป็นอาหารให้รสหอมหวานมาก รวมถึงนำมาต้มหรือชงเป็นชาดื่มก็ได้

คุณค่าทางอาหารของฝัก และเมล็ดแก่
วัตถุแห้ง ? ? ฝักไม่มีเมล็ด 81.51% ?? เมล็ด 86.50%

เถ้า ??? ฝักไม่มีเมล็ด 4.01% ?? เมล็ด 4.30%

เส้นใย ?? ฝักไม่มีเมล็ด 9.43% ?? เมล็ด 14.00%

โปรตีน ?? ฝักไม่มีเมล็ด 9.64% ?? เมล็ด 31.6%

7. มีการศึกษาพบสารพิธทิโคโลไบ ในกลุ่มของสารอัลคาลอยด์ พบมากในเปลือก แก่น ใบเปลือกฝัก และเมล็ด เมื่อนำมาสกัดจะได้ฤทธิ์ทำลาย และกดปลายประสาท ใช้ทำยาสลบ

8. ใบที่ร่วงจากต้นจามจุรี หากกวาดกองรวมกันจะได้จำนวนมาก นำมาใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ยหมักหรือนำไปโรยใต้ต้นไม้ โรยตามไร่ นา ช่วยเป็นปุ๋ยแก่พืชได้

9. ลำต้น และกิ่ง ใช้ทำฟืนให้พลังงานสำหรับหุงหาอาหารในครัวเรือน

สรรพคุณจามจุรี
1. ราก นำมาต้มดื่ม รักษาอาการท้องร่วง นำมาฝนทาแผล รักษาแผลอักเสบ เป็นหนอง
2. ฝักหรือผลสุก นำมารับประทาน ช่วยบำรุงร่างกาย
3. ใบนำใบสดมาต้มน้ำดื่ม หรือตากแห้งใช้ชงเป็นชาดื่ม ช่วยรักษาโรคท้องร่วง
4. เปลือกต้น มีรสฝาด นำมาต้มน้ำดื่มรักษาโรคท้องเสีย ท้องร่วง แก้ริดสีดวงทวารหนัก ใช้ฝนหรือบดทารักษาแผล แผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง ใช้รักษาแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน นำมาเคี้ยวช่วยลดอาการเหงือกบวม แก้ปวดฟัน
5. เมล็ด มีรสฝาด นำมาต้มน้ำดื่มรักษาโรคท้องเสีย ท้องร่วง ใช้ฝนหรือบดทารักษาแผล แผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง ใช้รักษาแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน

Posted on

ต้นจามจุรี หรือต้นฉำฉา ( Rain tree )

ต้นจามจุรี?เรารู้จักกันในชื่อต้นฉำฉา หรือ ต้นก้ามปู (Rain tree) เป็นไม้เศรษฐกิจโตเร็วที่ให้เยื่อและเนื้อไม้ชนิดหนึ่ง นอกจากนั้น เป็นไม้ที่มีกิ่งก้านยาว ปลายกิ่งแตกกิ่งจำนวนมาก ใบมีขนาดเล็กแต่ดก จนมีลักษณะเป็นทรงพุ่มให้ร่มเงาได้มาก

ต้นจามจุรีมีชื่อวิทยาศาสตร์ Samanca Saman (Jacq) Merr. เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีอายุได้นานเป็นร้อยปี มีลำต้นสูงได้มากกว่า 25 เมตร และมีขนาดทรงพุ่มกว้่างได้มากกว่า 25 เมตร มักพบทั่วไปตามข้างถนน หัวไร่ ปลายนา และตามสถานที่ราชการต่างๆ นิยมปลูกเพื่อให้ร่มเงาจากเรือนยอดที่แผ่กว้าง การให้เนื้อไม้สำหรับทำเครื่องเรือนเนื่องจากมีลวดลายสวย และการปลูกเพื่อเลี้ยงครั่งเป็นหลัก

ประวัติต้นจามจุรี
ต้นจามจุรีมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ถูกนำเข้ามาปลูกครั้งแรกในประเทศไทยจากประเทศพม่า เมื่อประมาณปี 2443 (ค.ศ. 1900) โดยมิสเตอร์เอ็ชเสลด (Mr. H. Slade) ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้คนแรกของไทย โดยนำไปทดลองปลูกตามข้างถนนของที่ทำการกรมป่าไม้ จังหวัดเชียงใหม่ และบางส่วนได้นำไปปลูกที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งสมัยนั้นยังเรียกชื่อต้นจามจุรีว่า ?ต้นกิมบี้? นอกจากจามจุรีแดงและฉำฉาแล้ว ก้ามปูยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกตามแต่ละพื้นที่ ได้แก่ “ก้ามกราม” (กลาง), “ก้ามกุ้ง” (กทม., อุตรดิตถ์), “ตุ๊ดตู่” (ตราด), “ลัง” (เหนือ), “สารสา” (เหนือ), “สำสา” (เหนือ) และ “เส่คุ่” (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ราก และลำต้น 😕รากจามจุรีมีระบบเป็นรากแก้วและแตกรากแขนงออกด้านข้าง รากแขนงมักแทงออกตามแนวนอนขนานกับผิวดินในระดับตื้นที่อาจยาวได้มากกว่า 10 เมตร เพื่อเป็นฐานพยุงลำต้นที่มีลักษณะทรงพุ่มกว้างใหญ่

ลำต้นมีลักษณะค่อนข้างกลมไม่สมมาตร แตกกิ่งในระดับต่ำประมาณ 3-5 เมตร กิ่งประกอบด้วยกิ่งหลักและกิ่งแขนง เปลือกลำต้นของต้นอ่อนมีสีขาวเทา เมื่อต้นแก่จะมีสีดำเป็นแผ่นสะเก็ด กิ่งอ่อนมีสีขาวเทา กิ่งแก่มีสีน้ำตาล

2. ใบ : ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก โคนใบเล็กปลายใบมนกว้าง ประกอบด้วยก้านใบหลักและก้านใบย่อย โดยก้านใบหลักจะแทงออกบริเวณปลายกิ่งเรียงสลับข้างกัน ก้านใบหลัก 1 ก้านมีก้านใบย่อยประมาณ 4-6 คู่ แต่ละคู่อยู่ตรงข้ามกันบนก้านใบ ก้านใบแต่ละคู่มีจำนวนใบย่อยแตกต่างกัน ก้านคู่แรกจะมีจำนวนใบย่อยน้อยที่สุด 2-3 คู่ใบย่อย ส่วนก้านใบย่อยคู่ที่ 3-5 จะมีใบย่อยประมาณ 5-6 คู่ ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน ใบแก่มีสีเขียวเข้ม สีเหลือง และสีน้ำตาลตามลำดับจนถึงระยะร่วงของใบ ใบจะแตกออกบริเวณกิ่งแขนงบริเวณปลายยอด ไม่พบใบที่กิ่งหลัก

3. ดอก : ดอกจามจุรีเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีดอกตัวผู และดอกตัวเมียในต้นเดียวกัน ดอกออกเป็นช่อแทงออกบริเวณปลายกิ่งเหนือซอกใบ มีก้านช่อดอกยาว กลีบดอกสั้นเล็กสีเหลือง เมื่อดอกบานจะแตกก้านเกสรออกมาให้เห็นเป็นสีสวยงามประกอบด้วยเกสรตัวผู้ที่เป็นเส้นยาวจำนวนมาก เมื่อดอกบานเกสรจะมีสีขาวและเมื่อแก่ปลายเกสรจะมีสีชมพูสวยงาม

4. ผลหรือฝัก : ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปทรงแบนยาวคล้ายฝักถั่ว ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่มีสีน้ำตาลจนถึงดำเมื่อฝักสุก ฝักแก่กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ขอบฝักเป็นแนวตรงเสมอกันและมีเส้นสีเหลืองตามขอบ ร่องฝักนูนบริเวณที่มีเมล็ดและถูกหุ้มด้วยเนื้อผลสีน้ำตาล และช่วงระหว่างเมล็ดเป็นร่องที่ประกอบด้วยเนื้อสีน้ำตาลเช่นกัน เนื้อผลจามจุรีมีรสหอม และหวานมากสามารถนำมารับประทานได้

 

Posted on

ผ้าแคนวาส ( Canvas Fabric )

canvas-fabric

ผ้าแคนวาส (Canvas)

หรือที่บ้านเราเรียกผ้าใบ ก็คือผ้าที่ถูกทอให้มีความหนามาก ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในการสร้างงานจิตรกรรม สีน้ำมัน?สีอะครายลิค ได้รับการทารองพื้นสีขาว หรือขาวครีม ด้วยเกสโซ (GESSO) เพื่อป้องกันการดูดซึมของสีเมื่อสร้างงาน?และลบร่องรอยพื้นผิวขรุขระของลายเนื้อผ้า แคนวาสนั้นมีความหลากหลายตามแต่คุณภาพของผ้าที่นำมาใช้ แต่ที่นิยมกันเป็นพิเศษคือผ้าลินิน ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศเบลเยี่ยม และไอร์แลนด์ซึ่งมีราคาแพงและเป็นแคนวาสที่มีคุณภาพมากกว่า

แคนวาสที่ทำจากผ้าฝ้าย การสร้างผลงานบนแคนวาส อาจเข้าใจผิดกันว่าจะต้องถูกจำกัดแต่ในกรอบไม้รูปสี่เหลียมเท่านั้น แต่อาจจะเขียนภาพบนแคนวาสแล้วปะติดโดยกรรมวิธีใดๆ บน พื้นหรือผนังก็ได้ กรรมวิธีดังนี้เรียกว่า MAROUFLAGE เชื่อหรือไม่ว่าในการสร้างผลงานในแต่ละเนื้อหานั้น ศิลปินได้พยายามคิดค้น สร้างกฎเกณฑ์เพื่อหาค่าความพอดีของขนาดในการสร้างผลงานในแต่ละเนื้อหาที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ผ้าแคนวาสยังถูกนำไปใช้งานส่วนของทางทหารเรือด้วย เพราะความที่ผ้าแคนวาสเป็นผ้าที่มีความหนาเป็นพิเศษจึงถูกน้ำไปใช้เป็นผ้าใบเรือในสมัยก่อน และยังถูกเอาไปทำเป็นกระเป๋าในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ทหารเรือได้เอาไว้ใช้งานอีกด้วย

ลักษณะของผ้าแคนวาส หรือผ้าใบมีลักษณะจะคล้ายๆ ผ้ากระสอบหรือผ้าดิบ แต่จะมีความถี่ในการทอที่หนามากกว่า เนื้อผ้าละเอียดกว่า และดูสวยงามมากกว่า

ปัจจุบันผ้าแคนวาส ได้ถูกนำมาใช้ในงานแฟชั่นวินเทจสมัยใหม่อย่างแพร่หลายเพราะด้วยความที่ให้ความรู้สึกดิบ เก่า เท่ห์ ให้ความรู้สึกถึงความเซอร์ ถูกนำไปทำเป็นทั้งกระเป๋าผ้าแคนวาส รองเท้า หรือเสื้อผ้า แล้วแต่การออกแบบในแต่ละลักษณะของสินค้า อีกทั้งยังสามารถเลือกสีและความหนาของผ้า (oz./ออนซ์ ) ได้มากขึ้นอีกด้วย

Posted on

วิวัฒนาการผ้าบาติกอินโดนีเซีย (batik)

วิวัฒนาการผ้าบาติกอินโดนีเซีย (batik)

การทำผ้าบาติกในระยะแรกคงทำกันเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงหรือทำเฉพาะในวัง แต่ก็มีผู้ให้ความเห็น ขัดแย้งว่าน่าจะเป็นศิลปะพื้นบ้านใช้กันเป็นสามัญ ผู้ที่ทำบาติกมักจะเป็นผู้หญิงและทำหลังจากว่างจากการทำนาในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ประชาชนชวาได้ปรับปรุงวิธีการทำผ้าบาติก แก้ไขวิธีการผสมสี แต่ทั้งนี้วิวัฒนาการมา จากความรู้ดั้งเดิม ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 การทำผ้าบาติกผูกขาดโดยสุลต่านและถือว่าการทำผ้าบาติกเป็นศิลปะในราชสำนัก โดยมีสตรีในราชสำนักเป็นผู้ผลิต ผ้าบาติกในยุคนี้เรียกว่า ? คราทอน ? (kraton) เป็นผ้าบาติกที่นิยมเขียนด้วยมือ (batik tulis) แต่เมื่อผ้าบาติกได้รับความนิยมมากขึ้นและมีลูกค้ามากมาย การทำผ้าบาติกก็ได้ขยายวงกว้างขึ้น? การผูกขาดโดยครอบครัวสุลต่านก็สิ้นสุดลง ศิลปะการทำผ้าบาติกได้แพร่หลายไปสู่ประชาชนโดยทั่วไป

ผ้าบาติกในระยะแรกมีเพียงสีครามและสีขาว ในศตวรรษที่ 17 ได้มีการค้นพบสีอื่นๆ อีกเช่น สีแดง สีน้ำตาล? สีเหลือง สีเหล่านี้ได้มาจากพืชทั้งสิ้น ต่อมาก็รู้จักผสมสีเหล่านี้ ทำให้ออกเป็นสีอื่น ภายหลังจึงมีการค้น พบสีม่วง ,สีเขียว และสีอื่นๆ

ในปลายศตวรรษที่ 17 ได้มีการสั่งผ้าลินินสีขาวจากต่างประเทศเข้ามา นับเป็นการก้าวหน้าในการทำผ้าบาติกอีกก้าวหนึ่ง โดยเฉพาะเทคนิคการระบายสีผ้าบาติก เพราะเริ่มมีการใช้สีเคมีในการย้อม การระบายสีซึ่งสามารถทำให้ผลิต ผ้าบาติกได้จำนวนมากขึ้น และได้พัฒนาระบบธุรกิจผ้าบาติกจนกลายเป็นสินค้าส่งออกในปี ค.ศ.1830 ชาวยุโรปได้เลียนแบบผ้าบาติกของชวา และได้ส่งมาจำหน่ายทีเกาะชวาและในปี ค.ศ.1940 ชาวอังกฤษได้พยายามเลียนแบบให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งมาจำหน่ายในเกาะชวาเช่นเดียวกัน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษ ที่ 19 เป็นต้นมา ได้มีการทำเครื่องมือในการพิมพ์ผ้าบาติก โดยทำเป็นแม่พิมพ์โลหะทองแดงซึ่งเรียกว่า ?จั๊บ? (cap) ทำไห้สามารถผลิตผ้าบาติกได้รวดเร็วขึ้น ต้นทุนก็ถูกลงทดแทนผ้าบาติกลายเขียนแบบดั้งเดิม การทำผ้าบาติกด้วยแม่พิมพ์ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์พื้นเมืองใน ลักษณะของอุตสาหกรรมในครัวเรือน ประชาชนก็เริ่มทำผ้าบาติกเป็นอาชีพมากขึ้น การผลิตผ้าบาติกจากเดิมที่เคยใช้ ฝีมือสตรีแต่เพียงฝ่ายเดียว เริ่มมีผู้ชายเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการพิมพ์เทียนและการย้อมสี สำหรับการแต้มสีลวดลายยังใช้ฝีมือสตรีเช่นเดิม

Posted on

ผ้าปาเต๊ะ BATEK #2

ผ้าปาเต๊ะหรือผ้าบาติก แหล่งกำเนิดของผ้ามาจากไหนยังไม่เป็นข้อยุติ นักกวิชาการจากยุโรปหลายคนเชื่อว่ามีในอินเดียมาก่อนแล้วจึงแพร่เข้าไปในอินโดนีเซีย อีกหลายคนว่ามาจากอียิปต์หรือเปอร์เซียแม้ ว่าจะมีการค้นพบผ้าบาติกที่มีอายุเก่าแก่ในประเทศอื่นๆ ทั้งอียิปต์ อินเดีย และญี่ปุ่น แต่หลายคนก็ยังเชื่อว่าผ้าบาติกเป็นของดั้งเดิมของชาวชวา และยังยืนยันว่าศัพท์เฉพาะที่เรียกวิธีการและขั้นตอนในการทำเป็นศัพท์ภาษาอินโดนีเซีย

จากการศึกษาค้นคว้าของ N.J.Kron นักประวัติศาสตร์ชาวดัชท์ ก็ได้สรุปว่าการทำโสร่งปาเต๊ะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะติดต่อค้าขายกับอินเดีย คนไทยรู้จักผ้าปาเต๊ะในชื่อว่า “ผ้าบาติก” คนรุ่นเก่าเรียกผ้าปาเต๊ะที่ไม่ได้ผลิตในประเทศไทยว่า “ผ้ายาวอ (JAVA) ” หมายถึงผ้าของชาวชวา และเรียกชื่อตามลักษณะของผ้า เช่น

จาวอตูเลส (JAVA TULIS ) : ใช้เรียกผ้าปาเต๊ะที่ใช้เทคนิคการเขียนเทียนด้วยจันติ้ง (เครื่องมือที่ใช้เขียนขี้ผึ้งด้วยมือ) ตลอดทั้งผืน

จาวอตูเก (ผ้าชวากระบอกไม้ไผ่ ) : ผ้าคุณภาพชั้นดี เนื้อดี เบาบาง และสามารถม้วนเก็บไว้ได้เพียงหนึ่งกำมือเท่านั้น

จาวอบือเละ : หมายถึงผ้าพันชวา คือผ้าที่มีความยาวประมาณ 3.5 – 4 หลา เป็นลักษณะของผ้าที่ไม่เย็บตะเข็บผ้าให้ติด กัน แต่จะใช้วิธีนุ่งแบบพันรอบตัว

จาวอซือแปะ : ผ้าชวาตราดอกจิกเป็นผ้าถุงคุณภาพดี มีตราดอกจิกเป็นเครื่องหมายการค้า และเป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้ที่มีฐานะดี

ปัจจุบันผ้าปาเต๊ะ หรือ บาติก ได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างมาก สามารถดัดแปลเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆได้หลายรูปแบบ เช่น ผ้าเช็ดหน้า , ผ้าผันคอ , ผ้าคลุมผม , เสื้อ และอื่นๆ และมีเทคนิคในการผลิตหลายแบบ เช่น เทคนิคการเขียนด้วยมือ ( Batik Tulis ) จัดเป็นผ้าบาติกชั้นสูง จะใช้เขียนเทียนด้วยเครื่องมือที่ ่เรียกว่า “จันติ้ง” (Canting ) มีลักษณะคล้ายปากาลูกลื่น ตรงปลายเป็นกรวยเพื่อให้น้ำเทียนไหลออก การเขียนเทียนต้องเขียนทั่วทั้งผืนขณะที่น้ำเทียนกำลังร้อนๆ ไหลติดซึมลงไปในเนื้อผ้า ส่วนพื้นที่ที่ไม่ได้เขียนเทียน ก็คือพื้นที่ที่จะใช้สีลงตามแบบที่ต้องการ แล้วจึงนำผ้าไปต้มเพื่อให้ขี้ผึ้งละลายออก ผ้าปาเต๊ะลายพิมพ์ (Mem Batik Cap) จะใช้แม่พิมพ์ที่ทำจากไม้ ,ทองแดง ,หรือโลหะ โดยการใช้แม่พิมพ์จุ่มเทียนที่กำลังร้อนพอเหมาะพิมพ์ลวดลายบนผ้า จากนั้นจึงแต้มสี หรือนำไปย้อมต่อไป

Posted on

ผ้าปาเต๊ะ BATEK #1

ผ้าปาเต๊ะ BATEK

ผ้าบาติกหรือผ้าปาเต๊ะ? เป็นคำที่เรียกผ้าชนิดที่มีการทำโดยใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีและใช้วิธีการแต้ม? ระบาย? หรือย้อมในส่วนที่ต้องการให้ติดสี ผ้าบาติกบางชิ้นอาจจะผ่านขั้นตอนการปิดเทียน? แต้มสี? ระบายสี? และย้อมสีนับสิบๆครั้ง? ส่วนผ้าบาติกอย่างง่ายอาจทำโดยการเขียนเทียนหรือพิมพ์เทียน แล้วจึงนำไปย้อมสีที่ต้องการ

?บาติก? (Batik) หรือ ?ปาเต๊ะ? (Batek) มาจากคำว่า Ba =? Art? และ? Tik = จุด เดิมเป็นคำในภาษาชวา? ใช้เรียกผ้าที่มีลวดลายเป็นจุด? คำว่า ?ติก? มีความหมายว่า? เล็กน้อยหรือจุดเล็กๆมีความหมายเช่นเดียวกับ คำว่า? ตริติก? หรือตาริติก? ดังนั้นคำว่า? บาติก? จึงมีความหมายว่าเป็นงานศิลปะบนผ้าที่มีลวดลายเป็นจุดด่างๆ

วิธีการทำผ้าบาติกในสมัยดั้งเดิมใช้วิธีการเขียนด้วยเทียน (Wax? writing /Wax hand draw)? ดังนั้น? ผ้าบาติกจึงเป็นลักษณะผ้าที่มีวิธีการผลิตโดยใช้เทียนปิดในส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี? และใช้วิธีระบาย? แต้มและย้อมในส่วนที่ต้องการให้ติดสี? แม้ว่าวิธีการทำผ้าบาติกในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมากแล้วก็ตามแต่ลักษณะเฉพาะประการหนึ่งของผ้าบาติก? ก็คือจะต้องมีวิธีการผลิตโดยใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีหรือส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีซ้ำอีก

Posted on

มารู้จักผ้า cotton กัน #EP.2

#EP.2 กายภาพ

cotton_10

คุณสมบัติทางกายภาพของผ้า Cotton
เส้นใยฝ้าจะมีขนาดความกว้างเท่าๆ กันหรือใหล้เคียงกันคือจะมีความกว้างประมาณ 12-20 ไมครอน ตรงส่วนกลางของเส้นใยจะกว้างกว่าส่วนหัวและปลาย ส่วนความยาวใยฝ้ายขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ชึ้นอยู่กับพันธุ์ฝ้าย สภาพดินฟ้าอากาศ และการเจริญเติบโต เส้นใยฝ้ายส่วนใหญ่จะยาวประมาณ 7/8 นิ้ว และขนาดที่นิยมนำมาใฃ้ในงานอุตสาหกรรมสิ่งทอคือใยฝ้ายที่ยาวประมาณ 1/2 นิ้ว
ความมันเงา ใยฝ้ายโดยทั่วๆ ไปจะมีความมันน้อย ต้องเพิ่มความมันด้วยการตกแต่ง เช่น ผ้าฝ้ายเมอร์เซอร๋ไรซ์

ความเหนียว
ฝ้ายจะมีความเหนียวปานกลาง คือจะเหนียวประมาณ 3.0-5.0 กรัมต่อเดนเยอร์ ความเหนียวจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปียก ความเหนียวเมื่อเส้นใยเปียกจะมากกว่าความเหนียวเมื่อแห้งประมาณ 25-40 เปอร์เซ็นต์ ความยืดหยุ่นและการยืดได้ ในฝ้ายขะยืดหยุ่นได้ค่อนข้างต่ำ คือจะยืดได้ประมาณ 3-7 เปอร์เช็น บางครั้งอาจถึง 10 เปอร์เซ็นก่อนถึงจุดขาด การหดตัวกลับที่เดิม หากจับยึดอออกเพีง 2 เปอร์เซ็นจะหดตัวกลับเข้าที่เดิมได้ 74 เปอร์เซ็น และถ้าจับยึดออก 5 เปอร์เซ็นจะหดกลับที่เดิมได้เพีบง 50 เปอร์เซ็น

ความคืนตัว
ใยฝ้ายและผ้าฝ้ายคืนตัวได้ต่ำ และยับง่ายมาก ความถ่วงจำเพาะ ใยฝ้ายมีความหนาแน่นและความท่วงจำเพาะ 1.54 กรัมลูกบาศก์เซนติเมตร

การดูดความชื้น
ฝ้ายดูดความชื้นในบรรยากาศได้ 8.5 เปอร์เซ็น ถ้าความชื้นสัมพันธ์ในอากาศ 95 เปอร์เซ็นและ 100 เปอร์เซ็น ฝ้ายจะดูดความชื้นไว้ได้ 15 เปอร์เซ็น และ 25-27 เปอร์เซ็น ตามลำดับ ผ้าฝ้าย สามารถดูดซับความชึ้นจากเหงื่อและน้ำได้ดีและสามารถ ระบายความชื้นได้เร็ว

ความคงรูป
โดยปกติผ้าฝ้ายจะคงรูป ไม่ยืด และหดตัวมากนัก ความยืดและหดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตเป็นผืนผ้าด้วย ถ้าต้องการไม่ให้หด จะต้องทำการตกแต่งให้ทนหด เช่น ผ้าซันฟอไรซ์

การผลิตไฟและการทนต่อความร้อน
ผ้าติดไฟง่ายและเร็ว เมื่อเผาจะมีกลิ่นเหมือนเผากระดาษ มีขี้เถ้าเหลือน้อย และมีสีเท่านุ่ม ผ้าฝ้ายถ้าถูกความร้อนแห้งที่มีความร้อนสูงกว่า 149 องศาเซลเซียสนานๆ จะทำให้ใยเสื่อมคุณภาพ แต่จะไหม้เกรียมถ้ารีดด้วยความร้อนสูงมากและการตกแต่ง เช่นการลงแป้ง ซึ่งจะช่วยให้ไหม้เกรียมง่ายขึ้น

Posted on

มารู้จักผ้า cotton กัน #EP.1

 

#EP.1 มงกุฏดอกฝ้าย!!

screen-shot-2557-07-21-at-1-24-15-pm

ฝ้าย (Cotton) เป็นใยเซลลูโลสได้จากดอกของฝ้าย ผ้าที่ผลิตจากฝ้ายพันธุ์ดีเส้นใยยาว ผิวของผ้าจะเรียบเนียน และทนทาน คุณภาพของผ้าฝ้ายขึ้นอยู่กับพันธุ์ ความยาวและความเรียบของเส้นใย ใยฝ้ายเองไม่ใคร่แข็งแรงนัก แต่เมื่อนำมาทอเป็นผ้า จะได้ผ้าที่แข็งแรง ยิ่งทอเนื้อหนา-แน่นจะยิ่งแข็งแรง ทนทาน ดูดความชื้นได้ดี เหมาะสำหรับทำผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าฝ้ายเนื้อบางถึงเนื้อหนาปานกลาง ใช้เป็นชุดสวมในฤดูร้อนจะรู้สึกเย็นสบาย คุณลักษณะเด่นของผ้าฝ้ายคือ
? ยับง่าย รีดให้เรียบได้ยาก แต่ปัจจุบันมีการตกแต่ง (Finish) ทำให้ผ้าไม่ใคร่ยับและรีดให้เรียบได้ง่ายขึ้น
? ซักได้ด้วยผงซักฟอก ซักรีดได้ที่อุณหภูมิสูง
? แมลงไม่กินแต่จะขึ้นรา
? ติดไฟ ไม่มียาง ไหม้เหมือนกระดาษ เถ้ามีสีเทา นุ่ม